นิทานอีสป

นิทานอีสป นับว่าเป็นนิทานที่ได้รับความนิยมและเชื่อว่าเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกมากที่สุดรวมถึงในประเทศไทย นอกจากจะมีเรื่องราวที่สนุกสนานแล้ว ด้านหลังเล่มยังมีคติสอนใจจากเนื้อเรื่องด้วยประโยคจำที่ว่า “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ….” ตอนนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับที่ไปที่มาของ นิทานอีสป ว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ใด และเกิดการแพร่หลายมาจนถึงบ้านเราได้อย่างไร

อีสป เป็นชื่อของชายคนหนึ่งซึ่งเกิดในเมืองฟรีเยีย ราว 620 – 560 ปีก่อนคริสตกาล หรือก่อนสมัยพุทธกาลเพียงเล็กน้อย ในปัจจุบันดินแดนแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า เอเซียไมเนอร์ เป็นดินแดนที่ทวีปเอเชียและทวีปยุโรปมาชนกันจนกลายเป็นดินแดงที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากในยุคสมัยของอีสป แต่เนื่องจากดินแดนแห่งนี้เป็นแหล่งรวมของพ่อค้าวาณิช ทูต และนักท่องเที่ยว เป็นดินแดนที่มีการค้าทาสกันอย่างแพร่หลายในสมัยนั้น อาจกล่าวได้ว่า อีสป ก็เป็นทาสคนหนึ่ง มีสมญานามว่า Ethiop (เอธิออป) หมายถึง คนผิวดำ เชื่อกันว่าที่มาของชื่อมาจากชื่อประเทศเอธิโอเปีย กลายมาเป็น อะบิสซีเนีย ต่อมาชาวยุโรปได้ออกเสียงผิดเพี้ยนไปจนกลายเป็น Aesop (อีสป) ในบางตำนานได้มีการถกเถียงกันว่า ตำนานอีสป นั้นอาจจะมาจากเมืองเทรซ ไพรเกียเอธิโอเปีย ซามอส เอเธนส์ หรือเมืองซาร์ดิส ซึ่งยังไม่มีใครรู้ข้อมูลตรงนี้อย่างแน่ชัด

คามาริอุส (Camarius) ผู้เขียนประวัติของอีสปได้พรรณนากายภาพของอีสปว่า เขามีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์จนผิดมนุษย์ ปากแบะ จมูกบี้ มีลิ้นคับปาก ผิวมืดดำ เวลาเดินหลังจะงุ้ม อีสปมักพูดเสียงอยู่ในลำคอ ไม่ค่อยมีใครได้ยินเวลาที่อีสปกล่าว หรือพูดจาปราศรัยกับใคร

แต่เดิม อีสป นั้นเป็นทาสอยู่ที่เมืองซามอส (Samos) ประเทศกรีซ นายอิดมอน หรือเอียดม็อน เจ้านายของอีสป ได้ให้เขาทำหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือให้กับลูกๆ ของอิดมอน และเนื่องจากว่าบ้านของอิดมอนเป็นที่พบปะสังสรรค์ในหมู่บุคคลสำคัญของกรีก อีสปจึงได้มีโอกาสพบเห็นและทำความรู้จักกับบุคคลเหล่านั้น ว่ากันว่า อีสป มีความสามารถพิเศษในการมองคนด้วยการสังเกตรู้ได้โดยวิจารณญาณว่าใครเป็นอย่างไร และอิดมอนก็รู้ในความสามารถพิเศษนั้นของอีสป จึงได้ให้อีสปติดตามไปด้วยเสมอเมื่อต้องไปพบปะกับคนใหญ่คนโตของกรีก เขาได้มีโอกาสเล่านิทานให้คนเหล่านั้นฟังจนทำให้กลายเป็นที่ชื่นชอบนับแต่นั้นมา

ต่อมา อิดมอนได้ให้อิสรภาพแก่อีสป ซึ่งกว่าที่เรื่องราวของเขาจะได้การยอมรับจากประชาชนชาวกรีกนั้น เขาต้องใช้เทคนิคเฉพาะตัวเพื่อทำให้ผู้ฟังเกิดความคล้อยตาม เพราะเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าในนครรัฐกรีกต่างก็มีนักปราชญ์และนักคิดอยู่เป็นจำนวนมาก ในขณะที่อีสปเองไม่ได้มีชื่อ หรือความน่าเชื่อถืออะไรติดตัวอยู่เลย ทั้งยังเป็นเพียงทาสคนหนึ่งที่พิกลพิการ หวังให้ใครมาเชื่อถือก็ยากเอาการอยู่

สุดท้ายด้วยความพยายามของอีสป เขาสามารถเอาชนะใจชาวกรีกด้วยการเล่าเรื่องที่สุดแสนจะธรรมดา แต่แฝงไปด้วยข้อคิด ปรัชญา และคติสอนใจต่างๆ หลากหลาย ใครที่ได้ฟังจะเข้าใจได้ง่าย สามารถนำคติสอนใจที่ได้รับกลับไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันของตัวเองได้อีกด้วย อีกทั้งลักษณะเด่นของเรื่องราวที่อีสปเล่า เขามักจะตัวละครที่เป็นบรรดาสิงห์สาราสัตว์ทั่วไป อาทิ หมาป่ากับลูกแกะ สุนัขกับเงา ราชสีห์กับหนู หรือสุนัขจิ้งจอกกับกา เป็นต้น

ชื่อเสียงของอีสปโด่งดังไปจนถึงหูของกษัตริย์เครซุส ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่มีความร่ำรวยมหาศาล อีสปได้เข้าพักอาศัยอยู่ในวังและได้รับคำสั่งให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในราชสำนักในตำแหน่งราชทูต เขาต้องเดินทางไปเจรจาความกับเมืองต่างๆ เนื่องจากกษัตริย์เครซุสเห็นว่าอีสปนั้นเป็นคนที่มีปฏิภาณไหวพริบและเป็นนักจิตวิทยาชั้นสูง เขาได้พบกับรัฐบุรุษของเมืองเอเธนส์และนักปราชญ์ผู้รอบรู้ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะนักปราชญ์ที่ชื่อ โซลอน โดยในบางตำนานได้เล่าว่า อีสปเคยเข้าไปอยู่ในสำนักของโซลอน ซึ่งเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก โซลอนเป็นญาติของปีซัสเตรตัส ผู้ปกครองแห่งเมืองเอเธนส์ ในขณะนั้นชาวเมืองคิดที่จะขับไล่ให้ปีซัสเตรตัสออกจากตำแหน่งเจ้าเมือง เพราะเห็นว่าปีซัสเตรตัสนั้นปกครองประชาชนโดยใช้อำนาจเป็นใหญ่ กดขี่ข่มเหงสารพัด อีสปจึงได้เล่านิทานเรื่อง กบเลือกนาย ให้กับประชาชนชาวเอเธนส์ฟัง ทำให้ประชาชนชาวเมืองเลื่อมใสการปกครองของปีซัสเตรตัสได้สำเร็จ นอกจากนั้น อีสปยังได้แสดงความคิดเห็นในทางการปกครอง และเล่านิทานเชิงเปรียบเทียบอีกหลายๆ เรื่องในสำนักกฎหมายของโซลอน

ในนิทานอีสปมักจะมีตัวละครเป็นสัตว์
สิงโต หรือราชสีห์ หมายถึง หรือเป็นตัวแทนของผู้ที่มีอำนาจ คนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ผู้ปกครอง
หนู หมายถึง หรือเป็นตัวแทนของผู้ต่ำต้อย
ลา หมายถึง หรือเป็นตัวแทนของผู้ที่ด้อยสติปัญญา
หมาจิ้งจอก หมายถึง หรือเป็นตัวแทนของคนเจ้าเล่ห์
นั่นเป็นเพียงตัวละครบางส่วนที่อีสปมักนำมาใช้ดำเนินเรื่องราว และได้มีการเปรียบเทียบในเชิงอุปมา อุปไมยเพื่อใช้สอน นักปราชญ์บางท่านได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า นิทานของอีสปส่วนใหญ่มักมีเค้าโครงมาจากเรื่องเล่าเก่าๆ ของอินเดียบ้าง อาระเบียบ้าง หรืออาจจะมาจากเปอร์เซีย ไม่ก็เป็นแถบดินแดนอื่นๆ ผสมผสานกัน โดยที่อีสปได้นำเรื่องราวเหล่านั้นมาดัดแปลงเพื่อเล่าใหม่ รวมถึงเรื่องเล่าเก่าๆ ของกรีก

นิทานอีสป เป็นนิทานที่ใช้วิธีการแบบเล่าปากต่อปาก ไม่มีการจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน จนในศตวรรษต่อๆ มา จึงได้มีผู้บันทึกเอาไว้ ดังจะเห็นได้จากหลักฐานบนแผ่นปาปิรัสอียิปต์โบราณ รวมถึง ฟีดรัส ทาสชาวมาซีโดเนียนในยุคจักรพรรดิออกุสตุส จักรวรรดิแห่งแรกของโรมัน ก็ได้เป็นอีกคนหนึ่งที่รวบรวมเรื่องราว นิทานอีสป เอาไว้เป็นภาษาลาติน บางตำนานก็บอกว่า เดมิตริอุส ซึ่งเป็นชาวกรีก ได้รวบรวม นิทานอีสป โดยเขียนเป็นหนังสือไว้เมื่อราว 30 ปีก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาจึงมีผู้เขียนขึ้นใหม่อีกหลายคนจนถึงพระรูปหนึ่งที่มีชื่อว่า มาซิมุล พลานูด ได้แปล นิทานอีสป จากภาษาลาตินมาเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อ ค.ศ. 1400 โดยนับแต่นั้นมา ชาวยุโรปก็ได้แปล นิทานอีสป ให้เข้ากับสภาพสังคมบ้านเมืองของตนอย่างแพร่หลาย แต่คติสอนใจและข้อคิดหลักที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องยังคงได้รับการรักษาเอาไว้เป็นอย่างดีมาจนถึงปัจจุบัน